โรคเหงือกอักเสบ คือ หนึ่งในอาการของโรคเหงือก ที่มีต้นเหตุจากเชื้อแบคทีเรีย ที่สามารถลุกลามได้ และนำไปสู่โรคปริทันต์อักเสบ หรือ โรครำมะนาด ที่เข้าไปทำลายเนื้อเยื่อรากฟัน เหงือกจะเริ่มร่น กระดูกเบ้าฟันที่อยู่รอบ ๆ รากฟันจะค่อย ๆ สลายตัว, เอ็นยึดเหงือก, เคลือบรากฟันจะค่อย ๆ ถูกทำลาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะนำไปสู่อาการ ฟันโยก ฟันคลอน และถ้าปล่อยไว้ก็จะต้อง ถอนฟันซี่นี้ทันที
และหากยังไม่รักษา เชื้อแบคทีเรียนี้จะล่ามกัดกินรากฟันทั้งหมดในช่องปากของคุณ ที่จะทำให้ คุณจำเป็นต้องถอนฟันทั้งช่องปาก และใส่ฟันปลอม ที่คุณจะไม่มีโอกาสได้รับรสชาติอาหารปกติอีกต่อไป หรือหากคุณเลือกที่จะ รักษารากฟัน ก็ ตามมาด้วยค่าใช้จ่ายหลายหมื่น-เป็นแสนต่อซี่ด้วยซ้ำ
ทำให้เกิดแผ่นคราบจุลินทรีย์เกาะตามผิวฟัน หรือเรียกง่ายๆว่า ขี้ฟัน
ก่อตัวรวมกันเป็นที่สะสมของแบคทีเรีย นานวันเข้าก็จะกลายเป็นคราบพลัค ซึ่งคราบพลัคนี้ส่งผลให้เหงือกเกิดอาการระคายเคือง เหงือกบวม แดง และอาจมีปัญหาเลือดออกขณะแปรงฟันและขณะใช้ไหมขัดฟัน
ที่ สามารถขึ้นได้กับทั้งผู้ใหญ่และเด็ก
เวลาที่ร่างกายได้รับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม เช่น แบคทีเรีย ไวรัส จากการสัมผัส การกิน หรือการหายใจ เมื่อรับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไป ร่างกายจะกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้ตอบสนอง โดยมีกลไกต่อต้าน หรือ ทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย โดยกลไกนี้เปรียบเสมือนทหารผู้คอยดูแล ปกป้อง ช่วยต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้าสู่เนื้อเยื่อหรือที่อยู่ในเนื้อเยื่อของร่างกายแล้ว แต่ถ้าทหารของเราและแนวป้องกันนี้ถูกทำลาย เช่น มีแผลร้อนใน แผลในช่องปาก ร่างกายจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มที่คอยดักจับและทำลายเชื้อโรคที่ผ่านเข้ามาในร่างกาย ซึ่งถือเป็นกลไกการต่อต้านแบบไม่จำเพาะที่ร่างกายสร้างขึ้น
-การมีหินปูนหรือหินน้ำลายสะสม
-การมีฟันผุตามขอบเหงือก
-วัสดุอุดฟันที่ไม่ดี อุดแล้วขอบหนาเกินไปเข้าไปอยู่ใต้เหงือก หรือ กดทับเหงือก
-การครอบฟัน ด้วยวัสดุตัวครอบที่สภาพไม่ค่อยดี-เสื่อมสภาพ แล้วไม่ได้รับการแก้ไข
-ลักษณะฟันที่ล้ม ฟันที่ซ้อนเก ทำให้มีการสะสมของแบคทีเรียได้ง่ายในบริเวณที่แปรงฟันไม่ถึง
> คนสูบบุหรี่
เพราะการสูบบุหรี่ทำให้ความสามารถในการต่อสู้กับเชื้อแบคทีเรียลดลง เวลาร่างกายเกิดการติดเชื้อบริเวณเหงือกก็เกิดการต่อสู้ได้ยากขึ้น ทำให้เหงือกเกิดการอักเสบได้ง่าย และการสูบบุหรี่ยังสามารถบดบังสัญญาณของปัญหาโรคเหงือกอีกด้วย เพราะสีของเหงือกจะเข้มกว่าปกติจนสังเกตได้ยาก พอรู้ตัวว่าเป็นเหงือกอักเสบ ก็จะเป็นตอนที่มีอาการปวดหนัก ๆ แล้ว
> ผู้ป่วยเบาหวาน
ที่ไม่ได้ควบคุมระดับน้ำตาลให้อยู่ในระดับปกติ เพราะผู้ป่วยเบาหวานจะมีภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อต่ำกว่าคนปกติ ผู้ป่วยส่วนใหญ่มักจะมีภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นภายในช่องปาก เช่น อาการปากแห้งเนื่องจากน้ำลายไหลน้อยลง อาการปวดแสบปวดร้อน ติดเชื้อในช่องปากง่าย แผลหายช้า ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ทำให้มีความเสี่ยงในการเกิดโรคปริทันต์อักเสบเพิ่มมากขึ้น
> คุณแม่ตั้งครรภ์
เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนจนเกิดการระคายเคืองที่เหงือกได้ง่าย เกิดมีคราบแบคทีเรียและการสะสมของจุลิทรีย์ต่างๆ ในช่องปากได้ง่ายกว่าปกติ ทำให้เสี่ยงฟันผุ เสี่ยงเหงือกอักเสบได้มากเป็นพิเศษ ซึ่งโรคเหงือกอักเสบนั้น ถือว่าพบได้บ่อยมากในคุณแม่ตั้งครรภ์ โดยจะมีอาการสำคัญคือ เหงือกบวมแดง มีอาการเจ็บ และมีเลือดออกได้ง่ายขณะแปรงฟันหรือขัดฟัน ในช่วงตั้งครรภ์หากคุณแม่มีอาการแพ้ท้อง อาเจียนบ่อยๆ ก็ยิ่งเพิ่มการสะสมของคราบสิ่งสกปรกในช่องปากได้ง่ายขึ้นกว่าเดิม โดยระยะปลอดภัยที่สามารถเข้าพบทันตแพทย์ได้โดยไม่มีผลต่อลูกในท้องมากที่สุด ควรทำช่วงไตรมาสที่ 2 หรือ ช่วง 4-6 เดือนของช่วงอายุครรภ์
> ผู้ป่วยที่ได้รับยาบางชนิด ที่ทำให้มีปัญหาในช่องปากตามมา ได้แก่
1.เคี้ยวอาหารแล้วปวดตึงๆ
2.ระหว่างวันเจ็บ รู้สึกปวดหน่วง ๆ ไม่สบายในช่องปาก แต่ถ้าเอาไม้จิ้มฟันแยง หรือ แคะฟันก็จะรู้สึกดีขึ้น
3.คันเหงือก จนบางครั้งต้องเอามือถู หรือนวดเหงือก ทำให้พูดลำบาก ต้องใช้ลิ้นดุ้น ๆ
4.มีเลือดออกขณะแปรงฟัน หรือ ใช้ไหมขัดฟัน อาการเลือดออกบ่อย เป็นตัวบ่งบอกว่าเหงือกอ่อนแอ หรือ มีอาการแผลในช่องปากเรื้อรังที่ไม่ได้รับการรักษาให้หายสนิท
5.มีกลิ่นปาก เพราะโรคเหงือกอักเสบเป็นโรคจากแบคทีเรีย และแบคทีเรียเหล่านี้คือตัวการที่ทำให้มีกลิ่นปาก และต่อให้แปรงฟันบ่อยขนาดไหน ก็ยังคงมีกลิ่นปากอยู่
6.สีเหงือกเริ่มแดงคล้ำ จากการอักเสบในบริเวณที่แบคทีเรียเข้าไปกินคราบพลัค (ขี้ฟัน) ที่เกาะบริเวณฟัน แบคทีเรียเหล่านี้จะถ่ายของเสียที่สามารถกัดกินเนื้อเยื้อบริเวณฟันและเหงือก ซึ่งร่างกายพยายามกำจัดสิ่งเหล่านี้ ทำให้บริเวณนี้เกิดความร้อน ที่ส่งผลให้เหงือกบริเวณนี้เปลี่ยนเป็นสีแดง
7.เหงือกบวม มีอาการเจ็บ ปวดตึง เพราะคราบจุลินทรีย์และแบคทีเรียที่สะสมเริ่มก่อตัวกลายเป็นหินปูน สร้างการอักเสบ ระคายเคือง
8.มีแผลร้อนในเรื้อรัง หรือ มีหนอง มักเกิดขึ้นกับคนที่มีฟันผุที่ไม่ได้รักษา ที่ทำให้มีเชื้อแบคทีเรียสะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ และทำให้เป็นโรคเหงือกอักเสบ
9.ฟันโยก ฟันคลอน ในบางรายอาจจะมีอาการปวดฟันร่วมด้วย เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่เริ่มเข้าไปทำลายบริเวณเหงือก และเริ่มเข้าไปทำลายรากฟันแล้ว
“ปวดเหงือก เจ็บ ระบมจนเคี้ยวอาหารไม่ไหว ลามไปจนฟันเริ่มโยก เวลาปวดสุด ๆ หลายคนก็มักจะ ทานยาแก้ปวด ยาแก้อักเสบ แต่พอหมดฤทธิ์ยาก็กลับมาปวดใหม่
วนเวียนกันแบบนี้จนไม่เคยหายสนิทสักที สร้างความลำบากในการใช้ชีวิตมาก”
หมอเจอเคสแบบนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ แต่เขาไม่รู้วิธีการรักษาจริง ๆ
> บางคนไป หาหมอฟันก็ยังไม่หาย
> บางคนไป ถอนฟันมาแล้วอาการยิ่งหนักกว่าเดิม
> บางคน ทานยาแก้ปวดจนกลัวตับ ไต พัง
ทีมแพทย์แผนไทยของปุณรดาจึงได้พัฒนา สูตรสมุนไพรตำรับโบราณ ที่ใช้รักษาโรคเหงือกอักเสบ โดยเฉพาะ และ นำมาผลิตเป็น น้ำยาบ้วนปากสมุนไพร ซึ่ง ทำให้ง่ายต่อการใช้ เพื่อให้สามารถหายกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติ ได้อย่างรวดเร็ว
1. รัดกระชับเหงือก ทำให้ช่องว่าง ระหว่าง เหงือกและฟัน เล็กลง ลดโอกาส การสะสมของ เศษอาหาร และ แบคทีเรีย ในซอกเหงือก ทำให้ฟันแน่นขึ้น แข็งแรงไม่โยกคลอน
2. ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย และ เชื้อรา แก้เสมหะเหนียวข้น ดับกลิ่นปาก รักษาแผลร้อนใน ด้วยฤทธิ์ในการ ฆ่าเชื้อ ของสมุนไพร
3. ช่วยระงับ อาการปวด บวม อักเสบ ในช่องปาก เพราะมีคุณสมบัติของ ยาชาอ่อนๆ
หลังจากทีมแพทย์แผนไทยปุณรดายาไทย ได้พัฒนา น้ำยาบ้วนปากสมุนไพรสูตรเฉพาะ (Gum:D) เพื่อช่วยลดอาการเหงือกอักเสบ ช่วยในการยับยั้งเชื้อ และ ลดอาการปวดฟัน อย่างตรงจุด มีคนไข้จำนวนหลายร้อยคนได้ทดลองใช้ พบว่าอาการดีขึ้นตามลำดับ อาการ ปวด บวมลดลง จนแทบไม่รู้สึกถึงการอักเสบอีก ตั้งแต่ครั้งแรกที่ใช้ และ ภายในระยะเวลาประมาน 1 สัปดาห์ คนไข้สามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติ โดยไม่รู้สึกว่ามีอาการของโรคเหงืออักเสบมารบกวนอีกแล้ว (ระยะเวลาขึ้นอยู่กับอาการและความเรื้อรังของแต่ละบุคคล)
สะแบง : แก้ปวดฟัน เสียวฟัน แก้ฟันโยกคลอน
อบเชย : แก้ปวดฟัน แก้หวัด แก้ไอ ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ต้านการอักเสบ
กานพลู : แก้เสมหะเหนียว แก้เลือดออกตามไรฟัน มีฤทธิ์เป็นยาชา แก้ปวดฟัน ดับกลิ่นปาก รักษาแผลร้อนใน เป็นยาฆ่าเชื้อ ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ต้านการอักเสบ
เมนทอล : มีฤทธิ์เป็นยาชาอ่อนๆ ช่วยลดอาการปวดบวม ลดการอักเสบในลำคอ แก้ไอ ช่วยลดกลิ่นปาก
บ้วนทันทีหลังแปรงฟัน หรือ หลังทานอาหาร อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 1 ฝา หรือ 10 ml. อมกลั้วปาก 3-4 นาที แล้วบ้วนทิ้ง
จากประสบการณ์ผู้ใช้กว่า 90% เห็นการเปลี่ยนแปลงชัดเจน โดยอาการเหงือกบวมอักเสบลดลงจนไม่รู้สึกปวดอีก กลิ่นปากลดลง ลมหายใจหอมสดชื่น เมื่อใช้อย่างต่อเนื่องช่วยให้รากฟันแข็งแรง
ลดโอกาสการเกิดฟันคลอน ฟันโยกได้ และนี่คือ ความคิดเห็นจากลูกค้าบางส่วนที่รักษาโรคเหงือกอักเสบได้ด้วย น้ำยาบ้วนปากสมุนไพร
ประสบการณ์ผู้ใช้GUM-D คนที่ 2
ประสบการณ์ผู้ใช้ GUM-D คนที่ 3
ประสบการณ์ผู้ใช้GUM-D คนที่ 4
ประสบการณ์ผู้ใช้GUM-D คนที่ 5
ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร
"สมุนไพร คือ ของขวัญจากธรรมชาติ เราจึงตั้งใจมอบสมุนไพรที่ดีที่สุด ให้ถึงมือคุณ"
แพทย์แผนไทย
" ความมั่งคั่งที่แท้จริง จะเกิดขึ้นได้ เมื่อเรามีสุขภาพกายและใจที่ดี สมดุล แข็งแรง "